วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

การเชื่อมต่อเครือข่ายขนาดเล็กด้วยโมเด็ม

การเชื่อมต่อเครือข่ายขนาดเล็กด้วยโมเด็ม
การเชื่อมต่อแบบนี้ จะติดตั้งง่ายและถูกที่สุด โดยในการสร้างระบบเครือข่ายนั้น เราเพียงแค่กำหนดอยู่แค่สองส่วนคือ ค่า IP Address” เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน และเชื่อมต่อมายัง Hub/Switch โดยมีเครื่อง 1 เครื่อง(ที่ต่อโมเด็มอยู่) เป็นเครื่องที่เชื่อมต่อไปยังเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แล้วทำการเปิดบริการ Internet Connection Sharing (ICS) เพื่อทำการแชร์อินเทอร์เน็ตให้เครื่องลูกข่ายภายในเวิร์กกรุ๊ป (Workgroup) เดียวกัน การเชื่อมต่อลักษณะนี้เหมาะสมสำหรับองค์การที่มีแผนกเดียว
การเชื่อมต่อเครือข่ายขนาดเล็กบน NAT
              NAT ย่อมาจากNetwork Address Translation เป็นวิธีการเปลี่ยนแปลงไอพีจริงมาเป็นไอพีปลอม หรือเปลี่ยนจากไอพีปลอมวงหนึ่งไปเป็นไอพีปลอมอีกวงหนึ่งโดยในการทำ NAT นั้น เราติดตั้งระบบ Windows Server 2000/2003(Routing and Remote Access)หรือ (Linux Server(IPABLES)แล้วเปิดบริการ NATส่วนมีการติดตั้ง LAN CARD สองใบ โดยใบแรกต่ออยู่กับ ADSL(ขานอก-eth0) ส่วนใบที่สองต่อเข้ากับ Hub/Switch (ขาใน-eth1)เพื่อจ่ายไอพีให้เครื่องลูกเครื่องอื่นๆ
              วิธีนี้จะเป็นไอพีเครือข่ายขนาดเล็กที่สุด และมีความปลอดภัยมากสุดเช่นกัน เพราะที่เครื่องที่ NATเราสามารถตืดตั้งโปรแกรม AntiVirus หรือ Firewall ป้องกันอันตรายต่างๆ ก่อนเข้าสู่เครื่องลูกข่ายได้ จะว่าไปแล้ว ก็เป็นการลงทุน ที่ไม่มีมากมายอะไร เพราะเครื่องซีพีในปัจจุบันราคาถูกลงมาก
ระบบเครือข่ายขนาดใหญ่
            เป็นระบบเครือข่ายที่มีเครื่องลูกข่ายจำนวนมาก และอาจมีการแบ่งเครือข่ายเป็นส่วนย่อย ๆ ตัวอย่างเช่น ระบบธนาคาร, บริษัทปูนซีเมนต์ไทย, บริษัทการบินไทย, บริษัทไอบีเอ็ม, กรมสรรพากร, เป็นต้น ในการออกแบบระบบเครือข่ายแบบนี้จะมีความสลับซับซ้อนมากและคำนึงถึงระบบความปลอดภัยเป็นหลัก
การออกแบบระบบเครือข่ายขนาดใหญ่โดยใช้ Router
            ระบบเครือข่ายขนาดใหญ่เป็นระบบที่มีความสลับซับซ้อนพอสมควร แต่ละบริษัทจะมีการออกแบบที่ไม่เหมือนกันโดยทั่วไประบบเครือข่ายขนาดใหญ่จะมีการแบ่งกันอย่างชัดเจน ระหว่างห้องเซิร์ฟเวอร์ (Server Farm) และส่วนของฝั่งลูกข่าย (Client)
            ระบบขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะมีสาขาย่อยตามต่างจังหวัด เชื่อมต่อมายังหน่วยงานกลางที่กรุงเทพฯ ผ่านทางสื่อที่เรียกว่า  เร้าเตอร์ (Router)  การใช้เร้าเตอร์ต้องมีการเช่าสัญญาณ Leased Line ด้วย
              การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายขนาดใหญ่โดยใช้เร้าเตอร์
 การออกแบบระบบเครือข่ายนั้น ก็ขึ้นอยู่ว่าผู้ว่าผู้ดูแลระบบเข้าทำงานในบริษัทขนาดใด ในขั้นนี้คิดว่าคงพอมองภาพเกี่ยวกับการออกแบบระบบเครือข่ายขนาดต่างๆ  กันแล้ว โดยในการออกแบบระบบเครือข่ายนั้นผู้ดูแลระบบควรศึกษาและรู้จักสัญญาลักษณ์ต่างๆ
ในระบบเครือข่ายกันว่า เขาใช้สัญญาลักษณ์อย่างไรกันบ้าง สำหรับในรูปที่ผ่านมาจะเห็นว่า ผู้เขียนยังไม่วาง Firewall และ IDS โดยในส่วนนี้จะกล่าวอีกครั้งในขั้นตอนสุดท้าย คือขั้นตอนที่ 10
                โปรแกรมที่นิยมในการออกแบบระบบเครือข่ายในปัจจุบันคือ Microsoft Visio โดยใน Visio จะมีสัญญาลักษณ์ในการออกแบบระบบเครือข่ายอย่างครบครันในฐานะเป็นผู้ดูแลระบบเครือข่าย จำเป็นต้องศึกษาและใช้งานเครื่องมือตัวนี้ให้คล่องเช่นกัน

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

ตอนที่2

1. จงอธิบายคุณสมบัติของอุปกรณ์เครือข่ายดังต่อไปนี้
    1.1 Routr คือความหมายของ Router อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายหลายระบบเข้าด้วยกัน คล้ายกับบริดจ์ แต่มีส่วนการ ทำงานที่ซับซ้อนมากกว่าบริดจ์มากโดยเราท์เตอร์จะมีเส้นทางการเชื่อมโยงระหว่าง แต่ละเครือข่ายเก็บไว้เป็นตารางเส้นทาง เรียกว่า Routing Table ทำให้เราท์เตอร์สามารถทำหน้าที่จัดหาเส้นทาง และเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดในการเดินทาง เพื่อการติดต่อระหว่างเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    1.2.DHCP Server คือโปรโตคอลที่ใช้ในการกำหนด IP Address อัตโนมัติแก่เครื่องลูกข่ายบนระบบ ที่ติดตั้ง TCP/IP สำหรับ DHCP server มีหน้าที่แจก IP ในเครือข่ายไม่ให้ซ้ำ เป็นการลดความซ้ำซ้อน เมื่อเครื่องลูกเริ่ม boot ก็จะขอ IP address, Subnet mark, หมายเลข DNS และ Default gateway
     1.3.Access Point คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่คล้ายคลึงกับ switching hub ของระบบเครือข่ายปกติค่ะ โดย access Point ทำหน้าที่รับส่งข้อมูลทางคลื่นความถี่กับ Wireless Card ซึ่งติดตั้งบนเครื่องของผู้ใช้แต่ละคน
     1.4.สาย Fiber Optic แบบ Single Mode คือเส้นใยแก้วนำแสงชนิดโหมดเดี่ยว
     1.5.Hub/Switch คือ เชื่อมต่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่คนละที่
สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ พูดง่ายๆ ก็คือเป็นอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ในระบบเครือข่าย
เข้าด้วยกัน
    1.6.Protocol คือ ระเบียบพิธีการในการติดต่อสื่อสาร เมื่อมาใช้กับเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม จึงหมายถึงขั้นตอนการติดต่อสื่อสาร ซึ่งรวมถึง กฎ ระเบียบ และข้อกำหนดต่าง ๆ รวมถึงมาตรฐานที่ใช้ เพื่อให้ตัวรับและตัวส่งสามารถดำเนินกิจกรรมทางด้านสื่อสารได้สำเร็จ
    1.7.UTP คือ สายเส้นเล็กจำนวน 8 เส้นตีเกลียวคู่ มีอยู่ 4 คู่ ไม่มีเส้นลวดถัก (shield) เพราะการตีเกลียวคู่เป็นการลดสัญญาณรบกวนอยู่แล้ว การใช้งานจะต้องมีการแค๊มหัว RJ-45 เข้ากับสาย UTP แล้วนำไปเสียบเข้ากับ Hub มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูล 10/100Mbps ปัจจุบันนิยมใช้สาย CAT 5 กันมาก เพราะสนับสนุนการรับ-ส่งข้อมูลความเร็วตั้งแต่ 10-100 Mbps
    1.8.WiMax คือ ชื่อเรียกเทคโนโลยีไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดที่คาดหมายกันว่า จะถูกนำมาใช้งานในอนาคตอันใกล้นี้ โดย  WiMAX เป็นชื่อย่อของ Worldwide Interoperability for Microwave Access ซึ่งเป็นเทคโนโลยี
บรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาบนมาตรฐาน IEEE 802.16 ซึ่งมาก็ได้พัฒนามาตรฐาน  IEEE 802.16a ขึ้น โดยได้การอนุมัติออกมาเมื่อเดือนมกราคม 2004 โดยสถาบันวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือ IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) ซึ่ง
มีรัศมีทำการที่ 30 ไมล์ หรือเป็นระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ซึ่งนั่นหมายความว่า WiMAX สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าระบบโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G มากถึง 10 เท่า ยิ่งกว่านั้นก็
ยังมีอัตราความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลสูงสุดถึง 75 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ซึ่งเร็วกว่า 3G ถึง 30 เท่าทีเดียว
    1.9. NAT คือ เป็นวิธีการแม็ป จาก Real IP Address มาเป็น Private Address เพื่อนำมาแจกจ่ายให้เครื่องลูกข่ายในองค์กร
    1.10. Microwave  คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหมือนคลื่นวิทยุ คลื่นทีวี คลื่นแสง infrared คลื่นแสงธรรมดา แสง Ultra Violet คลื่นรังสีเอ๊กซ์และคลื่นรังสีแกมม่า มีความยาวคลื่นสั้นกว่า คลื่นวิทยุ คลื่นทีวีแต่ยาวกว่าคลื่นแสง infrared และอื่น ๆ 

 2. IP Address ต่อไปนี้ class อะไรและมี Default Subnet mask เป็นค่าอะไร

  2.1)148.75.0.0
class B supnet mask 255.255.0.0
  2.2)191.249.234.191
class B supnet mask 255.255.0.0
  2.3)77.251.200.51
class A supnet mask 255.0.0.0
  2.4)223.23.223.109
class C supnet mask 255.255.255.0
  2.5)177.100.18.4
class B supnet mask 255.255.0.0
3. จงแสดงการคำนาณหาจำนวน เครือข่าย (Supnet mask) และจำนวนโฮสท์ในแต่ละเครือข่ายย่อยเมือมีการกำหนด Subnet mask ดังต่อไปนี้
  3.1 255.255.255.192(/26)
11111111.11111111.11111111.11000000
  3.2 255.255.254.0
11111111.11111111.11111110.00000000
  3.3 255.255.252.0
11111111.11111111.11111100.00000000
  3.4 255.255.255.252 (/30)
11111111.11111111.11111111.11111100
  3.5 255.255.255.128 (/25)
11111111.11111111.11111111.10000000
4.ให้นักศึกษาอธิบายหน้าที่ของแต่ละชั้นของ OSI 7 Layer Model ให้ละเอียดที่สุด
    OSI ได้กำหนดรูปแบบโครงสร้างมาตรฐานสากลสำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ เรียก Open Systems interconnection
ซึ่งมาอยู่ 7 ชั้นสือสาร
Physical Layer
เป็นชั้นละดับล่างสุด ทำหรน้าที่กำหนดวิธีควบคุมการรับและส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ในระดับบิต
Data Link Layer
หน้าที่หลักคือ รวบรวมข้อมูลจากชั้น Physical มาตรวจสอบความถูปกต้องของข้อมูล โดยการเพิ่มข้อมูลสำหรับการตรวจสอบติดไว้กับข้อมูล
ตรวจสอบข้อมูลที่เสียหายหรือสูญหาย แล้วแจ้งให้ฝั่งผู้ส่งมีการส่งข้อมูลชุดเดิมกลับมาใหม่
ตรวจสอบข้อมูลที่ซ้ำและกำจัดออกไป
Network Layer
ควบคุมการติดต่อรับ ส่ง ข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเครือข่ายให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
กำหนดเส้นทางเดินของข้อมูลจากผู้ส่งไปยังเครื่องปลายทาง
Transport Layer
รับข้อมูลจนากชั้นSession โดยถ้าข้อลมีปริมาณมากก็จะทำการแบ่งข้อมูลออกเป็นแพ็กแก็ตหลายๆแพ็กแก็ต แล้วจึงส่งข้อมูลทั้งชุดต่อไป
ควบคุมการไหลของข้อมูล เพื่อที่จะควบคุมการรับและส่งข้อมูล
Session Layer
เป็นผู้กำหนดวิธีการควบคุมการเชื่อมต่อระหว่างผู้รับและผู้ส่ง
บริหารการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ได้แก่ การกำหนดให้เปลี่ยนเป็นไปแบบสองทางในเวลาเดียวกัน
Presentation Layer
การใช้รหัสแทนข้อมูล เช่น รหัส ASCII หรือ Unicode
เข้ารหัส และถอดรหัศ